เพิ่มประสิทธิภาพแอปและเกมสำหรับ Chromebook

ขยายการเข้าถึงแอปไปยังกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้นและกรณีการใช้งานใหม่ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพแอปเพื่อประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นใน Chromebook

เหตุใดจึงใช้งานได้ดี

Chromebook มีตลาดที่ใหญ่และกำลังไปได้สวย ผู้ใช้ชอบ Chromebook เพราะมีการทำงานที่รวดเร็ว ปลอดภัย และง่ายดาย ด้วยเหตุนี้ ผู้ใช้ Chromebook จึงมองหาโอกาสที่จะใช้อุปกรณ์ของพวกเขาให้มีประโยชน์หลากหลายขึ้น ไม่ว่าจะสำหรับที่ทำงาน โรงเรียน หรือเพื่อความบันเทิง

การเพิ่มประสิทธิภาพแอปและเกมสำหรับ Chromebook ด้วยชุดหลักเกณฑ์ที่ใช้ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพด้านล่างนี้จะช่วยคุณขยายการเข้าถึงแอปไปยังกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้นนี้ และหลังจากที่แอปได้รับการเพิ่มประสิทธิภาพแล้ว คุณก็เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่นี้ได้ผ่าน Google Play คุณจะได้ไม่ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับช่องทางการจัดจำหน่ายช่องทางใหม่

การเพิ่มประสิทธิภาพนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ปัจจุบันของคุณและประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นจะทำให้พวกเขามีส่วนร่วมมากขึ้น มีแนวโน้มที่จะสร้าง Conversion หรือทำการทำงานอื่นๆ ในแอป

ฟีเจอร์สำคัญ

  • แสดงแอปในหน้าต่าง 3 ขนาดที่แตกต่างกันเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด
  • ทำให้ผู้ใช้ทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้ด้วยแอป Android ต่างๆ ในหน้าต่างที่ย้ายได้พร้อมเบราว์เซอร์บนเดสก์ท็อปแบบเต็มหน้าจอ รวมกันอยู่ในอินเทอร์เฟซ Chrome OS ที่คุ้นเคย
  • แป้นพิมพ์ เมาส์ และการป้อนข้อมูลด้วยการแตะจะทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น
  • ผู้ใช้จะได้รับการแจ้งเตือนจาก Android ใน Chromebook ของพวกเขา
  • แอป Android ใช้การตั้งค่าการเชื่อมต่อ Wi-Fi หรือบลูทูธโดยผู้ใช้หรือผู้ดูแลระบบ Chromebook ได้
  • แอปไฟล์ช่วยทำให้การแชร์ไฟล์ระหว่าง Chrome และ Android ลื่นไหลไม่ติดขัด
  • ประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมของแอปที่ใช้ข้อมูลมากอย่างเกมหรือแอปออกแบบ

แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด

  • อัปเดตไฟล์ Manifest ของแอป คำนึงถึงฮาร์ดแวร์คีย์และความแตกต่างของซอฟต์แวร์ระหว่าง Chromebook และอุปกรณ์ Android เช่น ปรับการตั้งค่าให้ไม่ต้องใช้ฟีเจอร์ android.hardware.touchscreen และตรวจสอบว่าไม่ต้องมีการใช้เซ็นเซอร์ใดๆ หากคุณต้องการเรียกใช้ใน Chromebook ไม่ว่าอุปกรณ์จะรองรับเซ็นเซอร์ใดหรือไม่ก็ตาม
  • รองรับโหมดหลายหน้าต่าง Android แสดงผลแอปใน Chrome OS เป็นการจัดวางที่เหมาะสมกับรูปแบบอุปกรณ์และ Google เองก็รองรับการจัดแนวหน้าต่างทั่วไปเกือบทั้งหมด ได้แก่ แนวตั้ง (คล้ายกับ Nexus 5) แนวนอน (คล้ายกับ Nexus 7) และแบบขยายใหญ่สุด (ใช้พิกเซลหน้าจอที่มีอยู่ทั้งหมด)
  • เลือกตัวเลือกการวางแนวที่เหมาะสม ตรวจสอบว่าผู้ใช้มีการวางแนวที่ถูกต้องเมื่อเปิดแอป และตัวควบคุมหน้าต่างที่ถูกต้องไว้สลับระหว่างการจัดวางที่มีอยู่
  • รองรับแป้นพิมพ์ แทร็กแพด และเมาส์ Chromebook ทุกเครื่องจะมีแป้นพิมพ์และแทร็กแพดแบบฮาร์ดแวร์ และ Chromebook บางรุ่นก็มีหน้าจอสัมผัสด้วย แถมอุปกรณ์บางรุ่นก็เปลี่ยนจากแล็ปท็อปมาเป็นแท็บเล็ตได้ แอปจำนวนมากรองรับการโต้ตอบด้วยเมาส์และแทร็กแพดอยู่แล้วโดยคุณไม่ต้องดำเนินการเพิ่มเติม แต่เราขอแนะนำให้คุณตรวจสอบให้ดีและหากจำเป็น ก็ปรับพฤติกรรมของแอปเพื่อให้มั่นใจว่าคุณมีการโต้ตอบที่เหมาะสมสำหรับแทร็กแพด อย่าลืมแยกแยะความแตกต่างระหว่างอินเทอร์เฟซของแทร็กแพดกับหน้าจอสัมผัส
  • ใช้การสำรองและคืนค่าให้มีประสิทธิภาพ ฟีเจอร์ที่เป็นข้อดีที่สุดของ Chromebook อย่างหนึ่งก็คือ ผู้ใช้ย้ายข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นเมื่อผู้ใช้หยุดใช้ Chromebook เครื่องเดิมและเปลี่ยนไปใช้อีกเครื่องหนึ่ง แค่ลงชื่อเข้าใช้ แอปที่มีอยู่ทั้งหมดก็จะปรากฏขึ้นมาแล้ว การสำรองข้อมูลแอปไว้ในระบบคลาวด์ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ไม่ใช่การดำเนินการที่บังคับ
  • ทดสอบแอป ตรวจสอบว่าแอปทำงานได้ใน Chromebook ด้วยการเปิดใช้แหล่งที่มาที่ไม่รู้จักในอุปกรณ์ Chrome OS จากนั้นทดสอบแอปในโหมดนักพัฒนาซอฟต์แวร์ และอย่าลืมตรวจสอบว่าแอป Android ของคุณใช้งานได้กับอุปกรณ์ Chromebook รุ่นต่างๆ และรูปแบบอุปกรณ์ที่หลากหลาย ด้วยการทดสอบแอปใน Chromebook ที่ใช้ ARM, Chromebook ที่ใช้ x86 และอุปกรณ์ที่แปลงสภาพได้ (รุ่นที่เปลี่ยนจากแล็ปท็อปเป็นแท็บเล็ตได้) โดยใช้ทั้งหน้าจอสัมผัสและทัชแพด
  • อย่าลืมเริ่มการทำงานของ Chrome OS ในโหมดนักพัฒนาซอฟต์แวร์ก่อนพยายามตั้งค่าการเชื่อมต่อ ADB ซึ่งจะทำให้คุณติดตั้งแอป Android ใน Chromebook ได้