The Android Developer Challenge is back! Submit your idea before December 2.

เพิ่มประโยชน์ของแอปด้วยการทำให้ใช้ได้กับอุปกรณ์ Android Wear

การผสานรวมกับ Android Wear ทำให้คุณใช้คุณลักษณะ Google Play และ Android ได้ในอุปกรณ์ทุกเครื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับผู้ใช้และปรับปรุงการมีส่วนร่วมของผู้ใช้

เหตุใดจึงใช้งานได้ดี

Android Wear จะแสดงข้อมูลและฟีเจอร์ในเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้ผู้ใช้ไม่ต้องดูอุปกรณ์เคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา การแจ้งเตือนจะใช้งานได้ทันทีใน Wear แต่การเพิ่มการดำเนินการและประสิทธิภาพต่างๆ ลงไปด้วยจะทำให้แอปมีประโยชน์มากขึ้น ทั้งยังช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมและการรักษาผู้ใช้อีกด้วย

ฟีเจอร์สำคัญ

  • การซิงค์การแจ้งเตือนอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้ใช้อัปเดตได้แม้จะเข้าถึงโทรศัพท์ได้ยาก
  • การสั่งงานด้วยเสียง เช่น "Ok Google จดโน้ตนะ" ช่วยมอบประสบการณ์แฮนด์ฟรีให้กับผู้ใช้
  • การสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบจาก Android SDK มอบกิจกรรม บริการ เซ็นเซอร์ และอื่นๆ อีกมากมายสำหรับประสบการณ์ที่สวมใส่ได้ที่กำหนดเอง
  • API การจำลองข้อมูลและ RPC ช่วยให้แชร์ข้อมูลและการดำเนินการระหว่างโทรศัพท์และอุปกรณ์ที่สวมใส่ได้
  • แอปแอปสำหรับนาฬิกาเท่านั้นที่ผู้ใช้ค้นพบได้โดยไม่ต้องใช้โทรศัพท์ แอป Android Wear เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้โดยตรงผ่านบลูทูธ, Wi-Fi หรือการเชื่อมต่อเครือข่ายมือถือโดยไม่ต้องอาศัย API ชั้นข้อมูล คุณจึงมอบฟังก์ชันที่สมบูรณ์ต่อไปได้แม้ว่าโทรศัพท์ที่จับคู่อยู่จะไม่อยู่ในช่วงสัญญาณหรือปิดอยู่ก็ตาม
  • ใส่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไว้บนหน้าปัด ใช้ผู้ให้บริการข้อมูลแทรกเพื่อส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้จากแอปไปยังหน้าปัดโดยตรง
  • รูปแบบการแจ้งเตือนที่ปรับให้เหมาะกับการรับส่งข้อความที่รวดเร็วและโต้ตอบได้
  • รับข้อมูลล่าสุดจากแพลตฟอร์ม Google Fit ได้อย่างง่ายดาย เพียงลงทะเบียน PendingIntent เพื่อรับการแจ้งเตือนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในที่จัดเก็บข้อมูลการออกกำลังกาย แอปจะได้ไม่ต้องคอยสืบค้นการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลน้ำหนัก โภชนาการ และข้อมูลอื่นๆ

แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด

  • ใช้ลิ้นชักการนำทางเพื่อให้ผู้ใช้เข้าถึงการแสดงผลของแอปหรือการดำเนินการเฉพาะบริบทได้ คุณยังใช้ลิ้นชักหน้าเดียวเพื่อลดความซับซ้อนในการนำทางเมื่อมีรายการไม่เกินเจ็ดรายการซึ่งใช้ไอคอนระบุได้โดยง่ายได้อีกด้วย สุดท้าย ใช้การดูข้อมูลย่อที่ด้านบนของลิ้นชักการดำเนินการเพื่อให้เข้าถึงการดำเนินการหลักได้อย่างรวดเร็ว
  • ใช้ตัวเปิดแอปหลายตัวเพื่อลดความซับซ้อนในการเข้าถึงฟังก์ชันสองหรือสามอย่าง ในกรณีที่แอปของคุณมีฟังก์ชันแยกต่างหาก เช่น การติดตามและวิเคราะห์กิจกรรมในแอปฟิตเนส วิธีนี้จะช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาและเปิดใช้งานคุณฟีเจอร์ของแอปได้ง่ายขึ้น
  • เพิ่มประสิทธิภาพให้ประสบการณ์การแจ้งเตือนโดยใช้ฟีเจอร์ล่าสุดของ Wear สนับสนุนการแจ้งเตือนที่ขยายได้โดยใช้ BigTextStyle เพิ่มการดำเนินการหลักของการแจ้งเตือนไปยังมุมมองแบบย่อ ใช้ MessagingStyle เพื่อมอบประสบการณ์เสมือนแอปแชทคุณภาพเยี่ยมให้กับผู้ใช้ ลบข้อความ Wear 1.x ที่ชี้นำให้ผู้ใช้ดำเนินการโดยการเลื่อนในแนวนอน และนำเสนอการดำเนินการแบบอินไลน์
  • ตรวจสอบว่าข้อมูลแทรกเหมาะกับรูปแบบของหน้าปัดหรือไม่และจัดการประเภทข้อมูลอย่างเหมาะสม ดำเนินการโดยใช้คลาส TextRenderer เพื่อให้ข้อความปรับเข้ากับขอบเขตของข้อมูลแทรกและคลาส ComplicationDrawable เพื่อตั้งค่าสีพื้นหลัง รูปร่าง เส้นขอบ และแบบอักษร รวมถึงอนุญาตให้ผู้ใช้กำหนดค่าหรือปรับข้อมูลแทรกจากเมนูการตั้งค่าได้ เมื่อทำการทดสอบ ให้ป้อนข้อมูลจำลองไปยังข้อมูลแทรกโดยใช้แอปชุดการทดสอบของผู้ให้บริการข้อมูลและอย่าลืมใส่ ComplicationProviderService ให้กับข้อมูลแทรกด้วย
  • มอบแอปที่ทำงานได้โดยลำพังโดยใช้ Wi-Fi, GPS หรือฟังก์ชันการเชื่อมต่ออื่นๆ ใน Wear ใส่ธง com.google.android.wearable.standalone ลงในไฟล์ Manifest ของแอปเพื่อแสดงว่าแอปนี้ใช้งานได้โดยไม่ต้องใช้โทรศัพท์ร่วม จากนั้น ใช้ธงฟีเจอร์ฮาร์ดแวร์ android.hardware.type.watch เพื่อให้อุปกรณ์ Wear ค้นหาและติดตั้งแอปได้
  • หลีกเลี่ยงการพึ่งพาแอปร่วมในการให้ผู้ใช้ลงชื่อเข้าใช้ ใช้ UI เว็บที่เข้าถึงได้จากแอปที่สวมใส่ได้สำหรับการลงชื่อเข้าใช้และการตรวจสอบสิทธิ์
  • ช่วยให้ผู้ใช้ค้นพบแอปร่วมที่เหมาะกับแอป Wear หากคุณต้องพึ่งพาแอปร่วมหรือมีแอปร่วมที่ให้ฟีเจอร์เพิ่มเติม ให้ใช้ CapabilityApi เพื่อให้แน่ใจว่ามีการนำทางผู้ใช้ไปยังข้อมูลผลิตภัณฑ์ใน Play Store ของแอปร่วมนั้น และอย่าลืมพูดถึงฟีเจอร์เหล่านี้ในรายชื่อของแอป Wear ด้วย

ตัวอย่าง